2006/May/06

บทสุดท้ายแล้วครับเกี่ยวกับเรื่องเสียง ถ้าเกิดว่าจบบทนี้แล้วเนี่ย เสียงภาษาญี่ปุ่นทุกเสียง น่าจะออกได้แล้วล่ะครับ

เสียงควบ (ควบกับ วรรค ya yu yo)

เกิดจากเสียง แถว i คือแถวที่มีตัว i ต่อท้ายทั้งหลาย เช่น ki,gi,shi,ji,chi,ni,hi,bi,pi,mi,ri เอาไปผสมกับตัว ya yu หรือ yo ได้ เมื่อผสมกลมเกลียวกันแล้วก็จะได้ออกมาแบบนี้ครับเช่น

ki + ya = kya (ตัดตัว i ออกไป) ลองออกเสียง ki กับ ya ต่อกันเร็ว ๆ ดูสิครับ จะได้เสียง "เคี๊ยะ" ง่ายมั้ยล่ะครับ

ki + yu = kyu (ตัดตัว i ออกไปเช่นกัน) ออกเสียงต่อกันเร็ว ๆ จะได้ "คิว" หรือ คิ้ว นั่นเอง

ki + yo = kyo ออกเสียงได้ราวกับว่า เคีย(ะ)ว (สั้น ๆ นะ อย่าลากเคียวว)

วรรคอื่นก็ทำเช่นกันครับ เช่น ni + ya = nya อ่านว่า "เนี๊ยะ" เป็นต้นครับ

ต่อมามาดู การลากเสียงยาว
ภาษาญี่ปุ่นนะครับ จะทำให้เสียงยาวขึ้นก็ต้องเบิ้ลวรรค a เข้าไป เสียงจะยาวขึ้นเท่าตัวเลยทีเดียว เช่น

a + a = aa (อา..เสียงโดนลากยาวขึ้นหนึ่งจังหวะจะโคน)
i + i = ii (อี)
u + u = uu (อู)
e + e = ee (เอ) และ e เนี่ยคำศัพท์ส่วนใหญ่จะใช้i ลากครับเช่น e + i = ei (เอ) ไม่ออกเอย์แบบey นะ ออกเหมือนเอ..เลย
o + o = oo (โอ) และเช่นเดียวกันกับ e -> o + u = ou (โอ) เสียงออกเหมือนกัน

สุดท้ายแล้วครับ ดีใจจังเลย เรื่องออกเสียงอันน่าปวดหัวปวดกบาลจะหมดแล้ว

พยัญชนะซ้อน
นี่หละครับพระเอกที่ทำให้ภาษาญี่ปุ่นที่มีตัวสะกดน้อย (มี n ตัวเดียวเองง่ะ) มีเสียงตัวสะกดเพิ่มขึ้นได้โดยการเบิ้ลตัวอักษรตัวแรกของคำหลังลงไป เพื่อที่จะยืม(ขโมย) มาเป็นเสียงตัวสะกดซะเลยอย่างเช่น

kita ออกเสียงว่า คิตะ แต่ว่าถ้าเราแอบเอาตัว t ซึ่งเป็นของ ta ด้านหลังเนี่ยมาเพิ่มอีกตัว
kitta จะออกเสียงว่า คิตตะ ยืมมาดื้อ ๆ เลยละครับ ทีนี้ เราก็มีตัวสะกด ต.เต่าใช้แล้ว

เสียงสะกดภาษาญี่ปุ่นจึงมีมากขึ้นด้วยประการฉะนี้นี่เอง แต่นี่แหละที่ทำให้ชาวต่างชาติงงนัก ก็เวลาที่ญี่ปุ่นพูดคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ เราจะได้ยินเสียงแปลก ๆ ที่ท้ายคำ เช่น
STOP satoppu(สะโต๊ปปุ)
MARKET maaketto (มาเก็ตโตะ)
มันมาได้ไง ก็มาจากไอ้พวกตัวพวกนี้แหละ ไม่มีเสียงหยุดไปเลยเหมือนภาษาไทย ต้องต่อด้วยเสียงที่แอบยืมตัวสะกดมา ดูแล้วเป็นการทับศัพท์ที่โหดดีจริง ๆ

หมดแล้วละครับ ก็สามารถอ่านโรมันจิ ร้องเพลงญี่ปุ่นได้อย่างถูกต้องเสียที


edit @ 2006/05/22 23:58:04

2006/May/02

เมื่อตอนที่แล้วเราพูดถึงเสียงที่ใช้อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายไปเกือบครบละทีนี้มาดูเสียงที่เหลือบ้าง

ก็สี่วรรคนี้ ka sa ta haถ้าเราจับมันไปเติมสัญลักษณ์พิเศษ (" tenten) จะทำให้มันเปลี่ยนเสียงไปเล็กน้อยครับคือเสียงที่ออกมาแล้วก้องกังวาลจนคอสั่นสะเทือน+_+เราไม่ได้สังเกตเลยใช่มั้ยครับ อย่างในภาษาไทยเราบางตัวก็สั่นบางตัวก็ไม่สั่นนะ อย่างตเต่าเนี่ย ไม่สั่น (สั่นน้อยถือว่าไม่สั่นละกันเนอะ) กับ ด เด็ก (เปลี่ยนเป็นสั่นมากขึ้นเยอะเลย) เนี่ย ภาษาญี่ปุ่นแบ่งไว้ค่อนข้างชัดเลยครับ คือตัวที่ไม่สั่น เติมแล้วสั่นก้องกังวาล (จริงดิ...) มีดังนี้ครับ

ka ki ku ke koเติม tenten จะกลายเป็น
ga gi gu ge go (กะ กิ กุ เกะ โกะ หรือ งะ งิ งุ งะ โงะ)
จะเป็น ก ไก่ ที่ไม่เหมือนของไทย คือออกเสียงให้คอสั่นมากกว่าปกติครับ
อ่านแล้วอาจจะงง ๆ เอ๊ะ แล้วมันต่างกันยังไง วันนี้มีเสียงมาให้ลองคลิกฟังดูครับ
[ - AUDIO -]
ka - ga
ko - go

sa shi su se so เติม tenten จะกลายเป็น
za ji zu ze zo (ซะ จิ ซุ เซะ โซะ)
จะออก ซ โซ่ แต่เป็น ซ โซ่ที่ไม่ธรรมดาครับ วิธีออกก็ออกเสียงให้เหมือนกับตัว Z ในภาษาอังกฤษเข้าไว้ครับ เหมือนกับคำว่า Zebra ยังไงล่ะ ตัว Z เสียง ซ สั่น
แต่เจ้าเดิมครับ shi แต่เดิมที่ออกแปลกอยู่แล้ว พอเปลี่ยนเสียงเป็น ji ก็ยังคงความแปลกประหลาดไว้อยู่ดี มันจะออกเสียง จ จาน สั่น ๆ (ไม่ใช่ สั้น ๆ นะ)
มีตัวอย่างเปรียบเทียบเช่นกันครับ
[ - AUDIO -]
sa shi su se so
za ji zu ze zo

ta chi tsu te to เติม tenten จะกลายเป็น
da ji zu de do (ดะ จิ ดุ เดะ โดะ)
อันนี้ง่ายหน่อยเหมือน ด เด็กเด๊ะ
แต่ตัวเดิม chi เป็นตัวประหลาดเช่นเดียวกับ shi แต่โชคยังเข้าข้างเรา (เอาน่านิดนึงก็ยังดี) เพราะว่าตัว chi พอเปลี่ยนเสียงแล้วจะออกเสียง ji เช่นเดียวกับตัว shi ที่ถูกเปลี่ยนเสียงแล้วครับ
อีกตัวนึงก็คือ tsu ครับ โชคอีกแล้ว เปลี่ยนเป็น zu เหมือนวรรคที่แล้วครับ
[ - AUDIO -]
chi - ji
tsu - zu

ha hi fu he ho เติม tenten จะกลายเป็น
ba bi bu be bo (บะ บิ บุ เบะ โบะ)
วรรคนี้หมู ๆ ง่ายสุดแล้วครับ เพราะเปลี่ยนจาก ฮนกฮูก-> บ ใบใม้ ไทย ๆ นี่แหละ แม้กระทั่งตัว fu ยังเป็น bu ไปเลย ง่ายมะ
ไม่มีต้องมีตัวอย่างเสียงก็ได้เนอะ มันเหมือนเด๊ะ

แต่ว่าวรรค ha เนี่ย สามารถเปลี่ยนได้เพิ่มอีก 1 แบบครับคือ
ha hi fu he ho เติม maru (ตัวกลม ๆ) จะกลายเป็น
pa pi pu pe po (ปะ ปิ ปุ เปะ โปะ หรือ พะ พิ พุ เพะ โพะ)
ออก ป ปลา หรือ พ พานก็เลือกเอาเลยครับ เค้าฟังแล้วออกมาเหมือน ๆ กัน
ลองสักตัว
[ - AUDIO -]
pa

หมดแล้วล่ะครับ วันนี้พอแค่นี้นะครับ เอาง่าย ๆ แบบนี้แหละเนอะ จะได้เป็นเร็ว ๆ ตอนนี้ทุกท่านได้เรียนรู้เสียงเดี่ยวทั้งหมดแล้วครับ มีแค่นี้แหละครับ ไม่เยอะเนอะ ภาษาญี่ปุ่นง่ายจิ๊ดเดียว (นิดเดียวไม่ได้เดี๋ยวไปเหมือนคุณแอนดรูว์)

hahaha หัวเราะเป็นตัวโรมันจิ แล้วพบกันใหม่ครับ


edit @ 2006/05/02 23:22:09

2006/Apr/30

เรารู้จักกับตัวอักษรทั้งสามแบบกันไปแล้วนะครับ ตอนนี้เราจะมาดูเรื่องของเสียงกันบ้าง

หน่วยเสียงในภาษาญี่ปุ่นมีน้อยมีสระแค่ 5 เสียงเองครับ a i u e o (อะ อิ อุ เอะ โอะ) ดังนั้นสำหรับคนที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ ภาษาพ่อ อย่างเรา ๆ เจอเสียงของญี่ปุ่นเข้าก็ต้องหัวเราะ ฮ่า ๆๆ ในความง่าย ทำไมมั้นน้อยจัง มี 5 เสียงเองและก็เสียงพยัญชนะ ก็มีไม่มากครับ ทำให้เราสามารถออกเสียงภาษาญี่ปุ่นได้ง่าย นี่ถือเป็นข้อดีเลยนะ แต่... มีข้อดีมันก็ต้องแลกด้วยอะไรบางอย่างครับ นั่นก็คือ คำพ้องเสียงที่มหาศาล โคตรเยอะเลยล่ะครับ อย่างเช่นคำว่า ki (คิ) เนี่ยมีถึง 15 ความหมายเลยนะครับ (เช่น สีเหลือง ฤดูกาล จิตใจ ต้นไม้ ความสามารถ ช่วงเวลา.... ) O_oเยอะเหลือเกิน สงสัยมั้ยละครับว่าคนญี่ปุ่นเค้ารู้เรื่องกันได้ยังไงว่าจะใช้ความหมายไหน เค้ามีตัวช่วยครับนั่นก็คือ.... คันจิ .... ที่เคยพูดไปในตอนที่แล้ว เป็นตัวช่วยที่น่ารักมากเพราะมันทำให้เหล่าชาวญี่ปุ่นอ่านหนังสือกันได้รวดเร็วมากกว่ามานั่งนึกทึกทักเอาเองว่าจะเลือกความหมายไหนดี ขนาดภาษาพูดในโทรทัศน์ ยังเอามาใส่เลย คงเคยดูพวกรายการทีวีแชมเปี้ยนใช่ไหมครับ ที่พอผู้เข้าแข่งขันพูด จะมีตัวอักษรญี่ปุ่นและคันจิ โผล่มาเป็นคาราโอเกะอยู่ด้านล่าง ให้คนดูอ่านด้วยนะ

ถ้าเปรียบเทียบกับภาษาไทยแล้วล่ะก็
ภาษาที่มีเสียงมาก (ไทย > ญี่ปุ่น) มีคำพ้องเสียงน้อย (ไทย < ญี่ปุ่น)

เอาล่ะเล่ามายืดยาวเหยียดมากละ เรามาเข้าเรื่องเลยดีกว่า

ตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นออกเสียงได้ในตัวของมันเอง ไม่ต้องไปผสมกับใคร และก็ไม่ต้องประสระ ไม่ต้องแปะวรรณยุกต์ (ก็ไม่มีนี่นา) มีอยู่ 46 ตัวครับ เราไปดูกันทีละวรรคเลยดีกว่า

วรรค a (อะ) มีห้าตัวครับ -a i u e o
อ่านว่า อะ อิ๊ อุ๊(หรือ อึ) เอ่ะ โอ๊ะ(ไม่ได้ออกเสียงเรียบ ๆ อะอิอุเอะโอะ เวลาท่องให้ใส่เสียงแบบนี้จะดู interขึ้น และก็ตัว u เนี่ย มันออกเสียงกึ่ง ๆ อึ กับ อุ นะครับ ให้เลือกออกหนึ่งเสียง)

วรรค ka (คะ) ka ki ku ke ko
คะ คิ คุ เคะ โคะ(ออกเสียงเหมือนวรรค aแต่เปลี่ยนจากอ -> ค)

วรรค sa (สะ) sashisu se so
ซะ ชิ ซุ เซะ โซะ

วรรค ta (ตะ)tachi tsu teto
ตะ จิ ทสึ เตะ โตะ

วรรค na (นะ)na ni nu ne no
นะ นิ นุ เนะ โนะ

วรรค ha (ฮะ)ha hi fu he ho
ฮะ ฮิ ฟุ(คล้าย ๆ ฟ ฟันแต่เวลาออกเสียงอย่าให้ลมผ่านฟัน) เฮะ โฮะ
ฟุเป็นเสียงเป่าเทียนครับ ฟังแล้วก็คล้าย ๆ ฮุ นั่นแหละ

วรรค ma (มะ)ma mi mu me mo
มะ มิ มุ เมะ โมะ

วรรค ya (ยะ)ya - yu - yo
ยะ ยุ โยะ (หายไปสองเสียง)

วรรค ra (ระ)ra ri ru re ro
ระ ริ รุ เระ โระ (ใช้ ร เรือสะกดแต่ ไม่ออกเสียงรัวลิ้นแบบ ร เรือนะ ออกเหมือน ล ลิง)

วรรค wa (วะ) wa - - - wo
วะ โอะ (ออกเสียงเหมือนตัว o)

ตัวสุดท้าย n
อึ้ง
เป็นตัวสะกดตัวเดียวในภาษานี้ บางทีก็เป็นตัว บางทีก็ บางทีก็ ขึ้นกับความง่ายในการออกเสียงของคำถัดจากมัน เช่น minna (มินะ) sanpo (ซัโปะ) ringo (ริโงะ) โอววว เยอะแยะงงมั้ยครับ จริง ๆ มีหลักในการออกด้วย แต่ถึงออกไม่ตรงก็ไม่เป็นไรเพราะว่าคนญี่ปุ่นได้ยินเป็นเสียงเดียวกัน จะออก มิงนะ มินนะ มิมนะ ก็เป็นคำเดียวกันอยู่ดีเย้ สบายคนไทย

แฮ่ก ๆๆ หมดซะที 46 ตัว เป็นไงบ้างครับ ตอนนี้คงจะคุ้นเคยกับเสียงในภาษาญี่ปุ่นแล้ว ตอนหน้าจะมาต่อเรื่องของการเอาเสียงมารวมกันเป็นคำ อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอย่าเพิ่งท้อนะครับ แรก ๆ เนี่ยจะลำบากหน่อย ส่วนใหญ่จะท้อกันที่ตรงแรก ๆ นี่แหละครับ ถ้าก้าวข้ามมันไปได้แล้วล่ะก็ จะเรียนรู้อย่างสนุกสนานเลยล่ะครับ แล้วพบกันใหม่นะครับพ่อแม่พี่น้อง



Linvo Intania
View full profile