บทสุดท้ายแล้วครับเกี่ยวกับเรื่องเสียง ถ้าเกิดว่าจบบทนี้แล้วเนี่ย เสียงภาษาญี่ปุ่นทุกเสียง น่าจะออกได้แล้วล่ะครับ
เสียงควบ (ควบกับ วรรค ya yu yo)
เกิดจากเสียง แถว i คือแถวที่มีตัว i ต่อท้ายทั้งหลาย เช่น ki,gi,shi,ji,chi,ni,hi,bi,pi,mi,ri เอาไปผสมกับตัว ya yu หรือ yo ได้ เมื่อผสมกลมเกลียวกันแล้วก็จะได้ออกมาแบบนี้ครับเช่น
ki + ya = kya (ตัดตัว i ออกไป) ลองออกเสียง ki กับ ya ต่อกันเร็ว ๆ ดูสิครับ จะได้เสียง "เคี๊ยะ" ง่ายมั้ยล่ะครับ
ki + yu = kyu (ตัดตัว i ออกไปเช่นกัน) ออกเสียงต่อกันเร็ว ๆ จะได้ "คิว" หรือ คิ้ว นั่นเอง
ki + yo = kyo ออกเสียงได้ราวกับว่า เคีย(ะ)ว (สั้น ๆ นะ อย่าลากเคียวว)
วรรคอื่นก็ทำเช่นกันครับ เช่น ni + ya = nya อ่านว่า "เนี๊ยะ" เป็นต้นครับ
ต่อมามาดู การลากเสียงยาว
ภาษาญี่ปุ่นนะครับ จะทำให้เสียงยาวขึ้นก็ต้องเบิ้ลวรรค a เข้าไป เสียงจะยาวขึ้นเท่าตัวเลยทีเดียว เช่น
a + a = aa (อา..เสียงโดนลากยาวขึ้นหนึ่งจังหวะจะโคน)
i + i = ii (อี)
u + u = uu (อู)
e + e = ee (เอ) และ e เนี่ยคำศัพท์ส่วนใหญ่จะใช้i ลากครับเช่น e + i = ei (เอ) ไม่ออกเอย์แบบey นะ ออกเหมือนเอ..เลย
o + o = oo (โอ) และเช่นเดียวกันกับ e -> o + u = ou (โอ) เสียงออกเหมือนกัน
สุดท้ายแล้วครับ ดีใจจังเลย เรื่องออกเสียงอันน่าปวดหัวปวดกบาลจะหมดแล้ว
พยัญชนะซ้อน
นี่หละครับพระเอกที่ทำให้ภาษาญี่ปุ่นที่มีตัวสะกดน้อย (มี n ตัวเดียวเองง่ะ) มีเสียงตัวสะกดเพิ่มขึ้นได้โดยการเบิ้ลตัวอักษรตัวแรกของคำหลังลงไป เพื่อที่จะยืม(ขโมย) มาเป็นเสียงตัวสะกดซะเลยอย่างเช่น
kita ออกเสียงว่า คิตะ แต่ว่าถ้าเราแอบเอาตัว t ซึ่งเป็นของ ta ด้านหลังเนี่ยมาเพิ่มอีกตัว
kitta จะออกเสียงว่า คิตตะ ยืมมาดื้อ ๆ เลยละครับ ทีนี้ เราก็มีตัวสะกด ต.เต่าใช้แล้ว
เสียงสะกดภาษาญี่ปุ่นจึงมีมากขึ้นด้วยประการฉะนี้นี่เอง แต่นี่แหละที่ทำให้ชาวต่างชาติงงนัก ก็เวลาที่ญี่ปุ่นพูดคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ เราจะได้ยินเสียงแปลก ๆ ที่ท้ายคำ เช่น
STOP satoppu(สะโต๊ปปุ)
MARKET maaketto (มาเก็ตโตะ)
มันมาได้ไง ก็มาจากไอ้พวกตัวพวกนี้แหละ ไม่มีเสียงหยุดไปเลยเหมือนภาษาไทย ต้องต่อด้วยเสียงที่แอบยืมตัวสะกดมา ดูแล้วเป็นการทับศัพท์ที่โหดดีจริง ๆ
หมดแล้วละครับ ก็สามารถอ่านโรมันจิ ร้องเพลงญี่ปุ่นได้อย่างถูกต้องเสียที
edit @ 2006/05/22 23:58:04